รวบคู่รักต่างชาติ หัวหมอแจ้งความเท็จหวังตบตาตำรวจ


#ชัดทุกกระแส

รวบคู่รักต่างชาติ หัวหมอแจ้งความเท็จหวังตบตาตำรวจ เพื่อขึ้นเครื่องไปภูเก็ต ตำรวจตาไว ตรวจพบโอเวอร์สเตย์กว่า 7 เดือน



        ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.
ศปอส.ตร. , พล.ต.ท.ธีรพล คุปตานนท์ ผบช.ทท. , นายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนายการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายปฏิบัติการ 1 , พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผบก.ทท.1 , พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบก.ตม.2 , พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รอง ผบก.ทท.1 , พ.ต.อ.อำนาจ โฉมฉาย รอง ผบก.ทท.1 , พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2 , พ.ต.อ.แดนไทย ปลั่งดี ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ พ.ต.อ.สุรชัช สุวรรณศรี ผกก.3 บก.ทท.1
        มอบหมายให้ กก.3บก.ทท.1, กก.สส.ปป.บก.ตม.2 , สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, และ ส่วนปฏิบัติการพิเศษท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  ได้ร่วมกันจับกุมตัว
        1 .นายเยฟเกนี ตูราน (Mr.EVGENII TURAN) อายุ 33 ปี สัญชาติ รัสเซีย ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุด และ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่ง อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย” , แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”
        2 .นางสาว คามิลเลีย ไครูลยีนา (Ms.KAMILYA KHAIRULLINA) อายุ 24 ปี สัญชาติ คาซัคสถาน ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุด”
        เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2562 เวลา 22.15น. นายเยฟเกนี ตูราน (Mr.EVGENII TURAN) อายุ 33 ปี สัญชาติ รัสเซีย และนางสาว คามิลเลีย ไครูลยีนา (Ms.KAMILYA KHAIRULLINA) อายุ 24 ปี สัญชาติ คาซัคสถาน คู่สามีภรรยา เข้ามาที่ กก.3 บก.ทท.1 (ตำรวจท่องเที่ยวท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ว่าต้องการเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต แต่สายการบินไม่อนุญาตให้เดินทาง เนื่องจากไม่ได้นำหนังสือเดินทางมาด้วย ต้องการแจ้งความลงบันทึกประจำวัน เพื่อใช้ยื่นต่อสายการบินเป็นหลักฐานประกอบการเดินทาง
        ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กำลังแนะนำให้ไปยัง สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้สังเกตุพบว่าผู้ต้องหามีท่าทางพิรุธ หลังจากที่แจ้งความและลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงเชิญตัวผู้ต้องหา มาที่ กก.3 บก.ทท.1(ตำรวจท่องเที่ยวท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมทำการตรวจสอบ 



        จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีหนังสือเดินทางอยู่กับตัว โดยเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางของตนเอง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหนังสือเดินทางกับระบบ Biometrics ปรากฎว่า ผู้ต้องหาทั้งสองอยู่ในราชอาณาจักรไทยเกินกำหนดกว่าเจ็ดเดือน แต่แจ้งความเท็จว่าไม่ได้นำหนังสือเดินทางติดตัวมาด้วย เพื่อป้องกันการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาทั้งสอง เคยเดินทางโดยใช้บันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แสดงควบคู่กับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของประเทศไทย และใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของต่างประเทศ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการใช้หนังสือเดินทาง
        เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา และจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสอง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งการกระทำของผู้ต้องหาทั้งสอง ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง มีพฤติกรรมที่จะหลบเลี่ยงการตรวจสอบหรือการยืนยันตัวตนตามหนังสือเดินทาง โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะได้เพิ่มมาตรการและความเข้มงวดในการตรวจสอบยืนยันตัวบุคคล ด้วยระบบ Biometrics ที่ได้รับจัดสรรมาใช้การปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดในลักษณะเช่นนี้อีก

ความคิดเห็น

ข่าวฮอตชัดทุกกระแส

“เลือกตั้งสภาทนายความคึกคัก ดำรงศักดิ์ เบอร์ 4 หวังครองแชมป์นายกสภาทนายความ เปิดใจคุย ผลงานที่ผ่านมา”

ลพ.อ๊อดพระนักปฏิบัติ ทำหน้าที่สืบสานงานพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

สืบสายไหมล่อซื้อยาไอซ์

ตม.นครสวรรค์ออกตรวจสถานที่สุ่มเสี่ยง

อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์เดือนรอมฎอน 2 แผ่นดิน ประจำปี ฮ.ศ.1440 เชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ